Our Blog

Gonorrhea และ Chlamydia คืออะไร? ต่างกันอย่างไร อาการ วิธีตรวจ และการรักษา

Gonorrhea และ Chlamydia คืออะไร?

หากพูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก

สองโรคที่พบเป็นอันดับต้น ๆ คือ

Gonorrhea (หนองในแท้) และ Chlamydia

ทั้งสองโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้ง

  • ช่องคลอด
  • ทางปาก
  • ทางทวารหนัก

สิ่งสำคัญคือ

หลายคนติดเชื้อโดย ไม่มีอาการเลย

ทำให้แพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่รู้ตัว

ตามแนวทาง Centers for Disease Control and Prevention STD Treatment Guidelines 2021 ทั้งสองโรคถือเป็น STI ที่ควรตรวจหาอย่างสม่ำเสมอในผู้ที่มีความเสี่ยง


Gonorrhea คืออะไร? (หนองในแท้)

Gonorrhea หรือที่คนไทยเรียกว่า หนองในแท้

เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ

Neisseria gonorrhoeae

เชื้อนี้สามารถติดได้ที่

  • ท่อปัสสาวะ
  • คอ (จาก Oral sex)
  • ทวารหนัก
  • ปากมดลูก
  • เยื่อบุตาในบางกรณี

มักทำให้เกิดการอักเสบอย่างชัดเจน และมีอาการเร็วกว่าหลายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น


อาการของ Gonorrhea ในผู้ชาย

อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีหนองสีเหลืองหรือเขียวไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ
  • ปัสสาวะแสบหรือปวดขณะปัสสาวะ
  • แสบในท่อปัสสาวะ
  • ปวดหรือบวมบริเวณอัณฑะในบางราย

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ

ประมาณ 10–15% ของผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ

แม้ไม่มีอาการ ก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้


Chlamydia คืออะไร?

Chlamydia เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

Chlamydia trachomatis

เป็นหนึ่งใน STI ที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก และมักถูกเรียกว่า

“โรคเงียบ”

เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะในผู้ชายที่อาการมักไม่ชัดเจน


อาการของ Chlamydia ในผู้ชาย

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • ปัสสาวะแสบเล็กน้อย
  • มีของเหลวใส ๆ หรือหนองใสออกจากท่อปัสสาวะ
  • ระคายเคืองในท่อปัสสาวะ
  • ปวดอัณฑะในบางราย

แต่จุดสำคัญคือ

ประมาณ 70% ของผู้ติดเชื้อ Chlamydia ไม่มีอาการเลย

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนตรวจพบช้า หรือแพร่เชื้อให้คู่นอนโดยไม่ตั้งใจ


Gonorrhea กับ Chlamydia ต่างกันอย่างไร?

เปรียบเทียบGonorrheaChlamydia
เชื้อก่อโรคNeisseria gonorrhoeaeChlamydia trachomatis
อาการมักชัดเจนกว่ามักไม่ชัดเจน
มีหนองพบได้บ่อยมักเป็นหนองใส
ไม่มีอาการ10–15%ประมาณ 70%
การดื้อยาปัญหาสูงขึ้นทั่วโลกยังรักษาได้ดี

ตรวจหาเชื้อได้อย่างไร?

ปัจจุบันการตรวจที่แม่นยำที่สุดคือ

NAAT / PCR Test

สามารถตรวจหา DNA ของเชื้อได้โดยเก็บตัวอย่างจาก

  • ปัสสาวะ (Urine PCR)
  • Swab ท่อปัสสาวะ
  • Swab คอ (สำหรับผู้มี Oral sex)
  • Swab ทวารหนัก

การตรวจแบบ PCR ให้ความแม่นยำสูงกว่าเพาะเชื้อแบบเดิม


การรักษา Gonorrhea (หนองในแท้)

ตามแนวทาง CDC 2021

การรักษามาตรฐานคือ

Ceftriaxone 500 mg ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง

ข้อสำคัญคือ

ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้

Azithromycin เดี่ยว ๆ

เพราะทั่วโลกมีปัญหาเชื้อดื้อยาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


การรักษา Chlamydia

แนวทางมาตรฐานจาก CDC แนะนำ

Doxycycline 100 mg วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน

ในบางกรณีแพทย์อาจใช้

Azithromycin 1 กรัม รับประทานครั้งเดียว

เช่น กรณีผู้ป่วยอาจรับประทานยาไม่ครบตามกำหนด


เรื่องสำคัญที่หลายคนพลาด: ต้องรักษาทั้งคู่

แนวทางของ CDC เน้นย้ำชัดเจนว่า

หากตรวจพบ Gonorrhea หรือ Chlamydia

ต้องรักษาคู่นอนด้วยพร้อมกัน

เพราะถ้ารักษาเพียงคนเดียว จะเกิดภาวะที่เรียกว่า

Ping-Pong Infection

คือหายแล้วกลับมาติดซ้ำจากคู่นอนคนเดิม


หลังรักษาต้องตรวจซ้ำหรือไม่?

Gonorrhea

หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาตรวจซ้ำภายใน 1–2 สัปดาห์

โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาเชื้อดื้อยา

Chlamydia

แนะนำตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังรักษา

เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อซ้ำหรือไม่

เพราะ Re-infection พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด


ถ้าไม่รักษา อาจเกิดอะไรขึ้น?

หากปล่อยไว้นาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

ในผู้ชาย

  • อัณฑะอักเสบ (Epididymitis)
  • ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง
  • ท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง

ในผู้หญิง

  • อุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID)
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก

เมื่อไรควรตรวจ STI?

ควรตรวจเมื่อมีสถานการณ์ต่อไปนี้

  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง
  • มีคู่นอนใหม่
  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีอาการแสบขณะปัสสาวะ
  • มีหนองหรือของเหลวผิดปกติออกจากอวัยวะเพศ
  • คู่ของคุณเพิ่งตรวจพบ STI

สรุป

Gonorrhea และ Chlamydia เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยมาก

จุดที่สำคัญคือ

จำนวนมากไม่มีอาการ

โดยเฉพาะ Chlamydia ที่ผู้ติดเชื้อกว่า 70% อาจไม่รู้ตัวเลย

การตรวจ STI อย่างเหมาะสมและรักษาเร็ว ช่วยลดการแพร่เชื้อและป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้อย่างมาก


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หนองในกับ Chlamydia เป็นโรคเดียวกันไหม?
ไม่เหมือนกัน เกิดจากเชื้อคนละชนิด และแนวทางรักษาต่างกัน

ไม่มีอาการ จำเป็นต้องตรวจไหม?
จำเป็น เพราะทั้งสองโรคอาจไม่มีอาการได้

กินยาเองจากร้านขายยาได้ไหม?
ไม่ควร เพราะปัจจุบันมีปัญหาเชื้อดื้อยา และต้องเลือกยาตามแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

รักษาหายขาดไหม?
ทั้งสองโรคสามารถรักษาหายได้ หากได้รับยาถูกต้องและรักษาครบ

บทความโดย: นพ.สันตพล ชำนาญไพร

อ้างอิงทางการแพทย์
Centers for Disease Control and Prevention STD Treatment Guidelines 2021
World Health Organization STI Fact Sheet
WHO Global STI Surveillance Report