Testosterone Deficiency คืออะไร?
ภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ หรือ Testosterone Deficiency Syndrome คือภาวะที่ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำกว่าปกติ ร่วมกับมีอาการที่ส่งผลต่อสุขภาพ ร่างกาย และคุณภาพชีวิต
ฮอร์โมนหลักที่เกี่ยวข้องคือ Testosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่มีบทบาทต่อหลายระบบของร่างกาย ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องสมรรถภาพทางเพศเท่านั้น
ตามแนวทางของ American Urological Association หรือ AUA Guideline 2026
เกณฑ์วินิจฉัยภาวะนี้ คือ
Total Testosterone ต่ำกว่า 300 ng/dL
และต้องตรวจพบอย่างน้อย 2 ครั้งในวันที่ต่างกัน ช่วงเวลาเช้า
Testosterone ลดลงตามอายุจริงหรือไม่?
คำตอบคือ จริง
โดยทั่วไประดับฮอร์โมนเพศชายจะค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ
หลังอายุประมาณ 30 ปี
เฉลี่ยประมาณ 1–2% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ฮอร์โมนลดลงจะมีอาการผิดปกติ
การวินิจฉัยจำเป็นต้องดูทั้ง “ผลเลือด” และ “อาการทางคลินิก” ร่วมกันเสมอ
อาการของภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ มีอะไรบ้าง?
หนึ่งในเครื่องมือคัดกรองที่นิยมใช้ คือแบบประเมิน ADAM Questionnaire
(Aging Male Symptoms Assessment)
อาการที่พบได้บ่อย แบ่งได้ 6 กลุ่มสำคัญ
1. ความต้องการทางเพศลดลง (Low Libido)
อาการแรกที่หลายคนเริ่มสังเกตได้ คือ
- ความสนใจเรื่องเพศลดลง
- ความต้องการทางเพศน้อยลงกว่าปกติ
- รู้สึกไม่ค่อยมีอารมณ์ทางเพศเหมือนเดิม
2. สมรรถภาพทางเพศลดลง
ฮอร์โมนเพศชายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของอวัยวะเพศ
ระดับฮอร์โมนต่ำอาจทำให้เกิด
- ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED)
- แข็งตัวได้ไม่เต็มที่
- การตอบสนองต่อยา ED ลดลง
ภาวะนี้มักพบร่วมกับ Erectile Dysfunction ได้บ่อย
3. เหนื่อยง่าย ไม่มีแรงผิดปกติ
หลายคนอาจรู้สึกว่า
- เหนื่อยเร็วขึ้น
- ไม่มีพลังงานเหมือนเดิม
- ฟื้นตัวช้าหลังออกกำลังกาย
- รู้สึกอ่อนเพลียเรื้อรัง
แม้นอนเพียงพอก็ตาม
4. อารมณ์แปรปรวน หรือซึมเศร้า
ฮอร์โมน Testosterone มีผลต่อสมองและอารมณ์โดยตรง
ระดับที่ต่ำลงอาจสัมพันธ์กับอาการ เช่น
- หงุดหงิดง่าย
- สมาธิลดลง
- อารมณ์ไม่คงที่
- รู้สึกเศร้า หรือหมดแรงจูงใจ
5. กล้ามเนื้อลดลง ไขมันเพิ่มขึ้น
ฮอร์โมนเพศชายมีบทบาทสำคัญในการสร้างมวลกล้ามเนื้อ
เมื่อระดับลดลง อาจพบว่า
- กล้ามเนื้อลดลง
- ออกกำลังกายแล้วสร้างกล้ามยากขึ้น
- ไขมันหน้าท้องเพิ่มขึ้น
- น้ำหนักขึ้นง่ายกว่าปกติ
6. กระดูกบางลง เสี่ยงกระดูกพรุน
หลายคนไม่ทราบว่า Testosterone เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของกระดูกด้วย
ภาวะฮอร์โมนต่ำเรื้อรังเพิ่มความเสี่ยงต่อ
Osteoporosis
หรือภาวะกระดูกบางและกระดูกหักง่ายในระยะยาว
การวินิจฉัย Testosterone ต่ำ แพทย์ตรวจอะไรบ้าง?
ตามแนวทางของ American Urological Association ปี 2026
แพทย์จะประเมินดังนี้
ตรวจเลือด Testosterone ตอนเช้า 2 ครั้ง
ควรตรวจช่วง
7.00–11.00 น.
เนื่องจากเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนสูงที่สุดตามธรรมชาติ
และควรตรวจอย่างน้อย 2 ครั้งในวันที่ต่างกันเพื่อยืนยันผล
ตรวจ Free Testosterone ในบางกรณี
ในผู้ป่วยบางราย Total Testosterone อาจปกติ แต่มีความผิดปกติของโปรตีนพาหะ
แพทย์อาจตรวจเพิ่มเป็น
- Free Testosterone
- SHBG (Sex Hormone Binding Globulin)
ตรวจ LH และ FSH
ฮอร์โมน 2 ตัวนี้ช่วยบอกสาเหตุว่าปัญหาเกิดจาก
- อัณฑะผลิตฮอร์โมนผิดปกติ (Primary Hypogonadism)
หรือ - สมองส่วน Pituitary ส่งสัญญาณผิดปกติ (Secondary Hypogonadism)
ตรวจ Prolactin หากระดับ Testosterone ต่ำมาก
หากระดับฮอร์โมนต่ำผิดปกติอย่างชัดเจน
แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูความผิดปกติของต่อมใต้สมอง
ตรวจ CBC และ PSA ก่อนเริ่มรักษา
ก่อนเริ่มการรักษาด้วยฮอร์โมน จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น
- CBC ดูระดับเม็ดเลือดแดง
- PSA ประเมินสุขภาพต่อมลูกหมาก
เพื่อความปลอดภัยระหว่างการรักษา
TRT (Testosterone Replacement Therapy) คืออะไร?
TRT ย่อมาจาก
Testosterone Replacement Therapy
คือการรักษาด้วยการเสริมฮอร์โมนเพศชายในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ Testosterone Deficiency จริง
เป้าหมายคือ
- ปรับระดับฮอร์โมนให้กลับสู่ระดับปกติ
- ลดอาการที่เกิดจากฮอร์โมนต่ำ
- ปรับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
TRT ปลอดภัยหรือไม่?
คำถามนี้เป็นข้อกังวลสำคัญของผู้ป่วยจำนวนมาก
ข้อมูลสำคัญมาจาก TRAVERSE Trial 2023
ซึ่งเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ศึกษาผู้ป่วยกว่า 5,200 ราย
ผลพบว่า
การรักษาด้วย TRT
ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของภาวะหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (Major Adverse Cardiovascular Events)
ปัจจุบัน American Urological Association ปี 2026 จึงรับรองว่า
TRT มีความปลอดภัยในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสม และได้รับการติดตามโดยแพทย์อย่างถูกต้อง
รูปแบบ TRT ที่ใช้ในประเทศไทย
ปัจจุบันมีหลายรูปแบบ
แบบฉีดระยะยาว
Testosterone Undecanoate
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกประมาณ 10–14 สัปดาห์
แบบฉีดระยะสั้น
Testosterone Enanthate
Testosterone Cypionate
ฉีดทุกประมาณ 2–4 สัปดาห์
แบบเจลทา
Testogel
ใช้ทาผิวหนังทุกวัน เพื่อคงระดับฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอ
ใครบ้างที่ไม่ควรใช้ TRT?
แม้ TRT จะปลอดภัยในผู้ป่วยที่เหมาะสม แต่มีข้อห้ามสำคัญ ได้แก่
- มะเร็งต่อมลูกหมาก
- มะเร็งเต้านมในผู้ชาย
- ค่า Hematocrit สูงกว่า 54%
- ผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร
เหตุผลสำคัญคือ TRT สามารถลดการสร้างอสุจิได้
ต้องติดตามอะไรระหว่างรักษา?
ผู้ที่ได้รับ TRT จำเป็นต้องติดตามผลเป็นระยะ
โดยทั่วไปแพทย์จะตรวจทุก 3–6 เดือน
ตรวจซ้ำ ได้แก่
- CBC
- PSA
- ระดับ Testosterone
- ประเมินอาการและผลข้างเคียง
สรุป
ภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ หรือ Testosterone Deficiency เป็นภาวะที่พบได้บ่อยขึ้นตามอายุ และอาจส่งผลต่อทั้งสมรรถภาพทางเพศ พลังงาน อารมณ์ มวลกล้ามเนื้อ และคุณภาพชีวิตโดยรวม
หากมีอาการผิดปกติร่วมกับระดับฮอร์โมนต่ำ การรักษาด้วย TRT อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งสำคัญคือ ต้องได้รับการวินิจฉัยและติดตามโดยแพทย์อย่างเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ระดับ Testosterone เท่าไรจึงถือว่าต่ำ?
AUA Guideline ใช้เกณฑ์ Total Testosterone ต่ำกว่า 300 ng/dL ร่วมกับมีอาการทางคลินิก
TRT ทำให้เป็นโรคหัวใจหรือไม่?
ข้อมูลจาก TRAVERSE Trial 2023 ไม่พบว่า TRT เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจรุนแรงในผู้ป่วยที่ใช้ถูกข้อบ่งชี้
TRT ทำให้มีลูกยากจริงไหม?
จริง TRT สามารถลดการสร้างอสุจิได้ จึงไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตร
ผู้ชายอายุน้อยสามารถ Testosterone ต่ำได้หรือไม่?
ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วน เครียดเรื้อรัง นอนน้อย หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด
บทความโดย: นพ.สันตพล ชำนาญไพร
อ้างอิงทางการแพทย์
AUA Testosterone Deficiency Guideline 2026
TRAVERSE Trial 2023
Campbell-Walsh-Wein Urology, 13th Edition
