Our Blog

ED ในผู้ป่วยเบาหวาน ทำไมผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงภาวะหย่อนสมรรถภาพมากกว่า และรักษาอย่างไร?

ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศมากกว่าคนทั่วไปจริงหรือไม่?

คำตอบคือ จริง

ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ Erectile Dysfunction (ED) เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

ตามแนวทางของ European Association of Urology ปี 2026 ระบุว่า

ผู้ป่วย Type 2 Diabetes Mellitus มีความเสี่ยงเกิด ED สูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 3 เท่า

และมักเริ่มมีปัญหาการแข็งตัวเร็วกว่าผู้ชายทั่วไปประมาณ 10–15 ปี

นั่นหมายความว่า หากผู้ชายทั่วไปอาจเริ่มมีปัญหา ED เมื่ออายุ 50 ปี ผู้ป่วยเบาหวานบางคนอาจเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 35–40 ปี


ทำไมเบาหวานถึงทำให้เกิด ED?

หลายคนคิดว่าเบาหวานส่งผลเฉพาะระดับน้ำตาลในเลือด แต่ในความจริง โรคนี้ส่งผลต่อระบบที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของอวัยวะเพศโดยตรง

กลไกสำคัญมี 3 ระดับ


1. ความเสียหายของหลอดเลือดขนาดเล็ก (Microvascular Damage)

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กทั่วร่างกาย

รวมถึงเส้นเลือดขนาดเล็กที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปยังอวัยวะเพศ

เมื่อเลือดไหลเวียนไม่เพียงพอ การแข็งตัวจะเกิดขึ้นได้ยากขึ้น หรือแข็งตัวได้ไม่เต็มที่

นี่ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดของ ED ในผู้ป่วยเบาหวาน


2. เส้นประสาทเสียจากเบาหวาน (Diabetic Neuropathy)

การแข็งตัวของอวัยวะเพศไม่ใช่แค่เรื่องเลือด แต่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทด้วย

ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดีเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะ

Diabetic Neuropathy

หรือเส้นประสาทถูกทำลายจากระดับน้ำตาลสูง

เมื่อเส้นประสาทที่ควบคุมการแข็งตัวทำงานผิดปกติ ร่างกายจะส่งสัญญาณกระตุ้นได้ลดลง

ทำให้เกิดปัญหาการแข็งตัวตามมา


3. ผนังหลอดเลือดทำงานผิดปกติ (Endothelial Dysfunction)

ในภาวะปกติ ร่างกายจะสร้างสารสำคัญที่ชื่อว่า Nitric Oxide

สารนี้มีหน้าที่ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดคลายตัว และช่วยให้เลือดไหลเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดีขึ้น

ในผู้ป่วยเบาหวานเรื้อรัง ผนังหลอดเลือดจะทำงานผิดปกติ ทำให้การผลิต Nitric Oxide ลดลง

ผลคือการแข็งตัวลดประสิทธิภาพลงอย่างชัดเจน


หากผู้ป่วยเบาหวานมี ED ควรตรวจอะไรเพิ่มเติม?

ผู้ป่วยเบาหวานที่เริ่มมีปัญหาการแข็งตัว ไม่ควรรีบซื้อยารับประทานเอง

ตามแนวทางของ American Urological Association ปี 2026 แนะนำให้ตรวจประเมินเพิ่มเติมหลายด้าน


ตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c)

ค่า HbA1c ใช้ดูว่าควบคุมเบาหวานได้ดีหรือไม่

โดยทั่วไปเป้าหมายคือ

HbA1c ต่ำกว่า 7%

หากน้ำตาลยังสูง การรักษา ED มักได้ผลน้อยลง


ตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย

ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนหนึ่งมีระดับ

Testosterone

ต่ำกว่าปกติร่วมด้วย

ฮอร์โมนต่ำอาจทำให้

  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • การแข็งตัวลดลง
  • รู้สึกอ่อนเพลีย

ตรวจไขมันในเลือด

ภาวะไขมันผิดปกติทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วขึ้น

การตรวจ Lipid Profile ช่วยประเมินความเสี่ยงหลอดเลือดที่อาจเป็นต้นเหตุของ ED


ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ

ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงโรคหัวใจสูงกว่าคนทั่วไป

ก่อนเริ่มใช้ยา ED เช่นกลุ่ม PDE5 inhibitor แพทย์จำเป็นต้องประเมินความปลอดภัยของระบบหัวใจและหลอดเลือดก่อนทุกครั้ง


การรักษา ED ในผู้ป่วยเบาหวานต่างจากคนทั่วไปอย่างไร?

แม้ผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถใช้ยารักษา ED ได้

แต่การตอบสนองต่อยามักต่ำกว่าคนทั่วไป

ข้อมูลพบว่า

ผู้ป่วยทั่วไปตอบสนองต่อยาได้ประมาณ 70–80%

ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานตอบสนองประมาณ 50–60%

เหตุผลคือความเสียหายของหลอดเลือดและเส้นประสาทมักเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน


1. ควบคุมน้ำตาลให้ดีขึ้นก่อน

นี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุด

หากระดับน้ำตาลยังสูง การรักษาวิธีอื่นมักได้ผลไม่เต็มที่

การควบคุม HbA1c ให้ดีขึ้นช่วยให้หลอดเลือดและระบบประสาททำงานดีขึ้น และเพิ่มโอกาสที่ยาจะออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น


2. ยากลุ่ม PDE5 Inhibitor

ยากลุ่มที่ใช้บ่อย เช่น

  • Sildenafil
  • Tadalafil

ข้อมูลจากแนวทางรักษาพบว่า

การใช้ Tadalafil 5 mg แบบ Daily Dose

อาจให้ผลดีกว่าการใช้แบบเฉพาะเวลาต้องการในผู้ป่วยเบาหวานบางกลุ่ม

เพราะช่วยคงระดับยาอย่างสม่ำเสมอ และอาจช่วยเรื่องสุขภาพหลอดเลือดในระยะยาว


3. Shockwave Therapy สำหรับผู้ที่ตอบสนองต่อยาไม่ดี

ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนหนึ่งใช้ยา ED แล้วตอบสนองไม่เต็มที่

ในกรณีนี้

Low-intensity Shockwave Therapy (Li-ESWT)

ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

วิธีนี้ใช้คลื่นเสียงพลังงานต่ำเพื่อกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ และช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดในอวัยวะเพศ

เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดเป็นหลัก


4. Testosterone Replacement Therapy

หากตรวจพบว่าระดับฮอร์โมนเพศชายต่ำร่วมด้วย

แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการปรับฮอร์โมน

โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการร่วม เช่น

  • ความต้องการทางเพศลดลง
  • อ่อนเพลียเรื้อรัง
  • กล้ามเนื้อลดลง
  • ยา ED ออกฤทธิ์ไม่ดี

ป้องกัน ED ในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างไร?

วิธีป้องกันที่สำคัญที่สุด คือควบคุมโรคตั้งแต่ระยะแรก

สิ่งที่ควรทำ ได้แก่

  • ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักตัว
  • เลิกสูบบุหรี่
  • ตรวจสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดเป็นประจำ
  • ไม่ละเลยปัญหาสมรรถภาพทางเพศเมื่อเริ่มมีอาการ

สรุป

ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ ED สูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน

สาเหตุเกิดจากทั้ง

  • ความเสียหายของหลอดเลือด
  • ความผิดปกติของเส้นประสาท
  • การลดลงของ Nitric Oxide
  • ภาวะฮอร์โมนผิดปกติร่วมด้วยในบางราย

แม้การรักษายังใช้ยากลุ่ม ED ได้ แต่ผลลัพธ์มักขึ้นอยู่กับการควบคุมระดับน้ำตาลและการรักษาต้นเหตุร่วมกัน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะเป็น ED หรือไม่?
ไม่ทุกคน แต่ความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 3 เท่า โดยเฉพาะในผู้ที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดี

ถ้าเบาหวานทำให้ ED ยาจะยังได้ผลหรือไม่?
ได้ แต่การตอบสนองต่อยามักน้อยกว่าคนทั่วไป

คุมเบาหวานดีขึ้น ED จะดีขึ้นไหม?
ในหลายกรณี การควบคุมน้ำตาลดีขึ้นช่วยให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น และทำให้ยาออกฤทธิ์ดีขึ้น

Shockwave เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานหรือไม่?
อาจเหมาะในผู้ป่วยที่มีปัญหาหลอดเลือดและตอบสนองต่อยา ED ได้ไม่ดี ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

บทความโดย: นพ.สันตพล ชำนาญไพร

อ้างอิงทางการแพทย์
EAU Guidelines on Sexual and Reproductive Health 2026
AUA Erectile Dysfunction Guideline 2026
Campbell-Walsh-Wein Urology, 13th Edition — Diabetes and Sexual Dysfunction