Our Blog

แนวทางการตรวจ STI คัดกรอง ใครควรตรวจอะไร และบ่อยแค่ไหน?

หลายคนเข้าใจว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะต้องมีอาการก่อนจึงควรเข้ารับการตรวจแต่ในความเป็นจริงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมากสามารถอยู่ในร่างกายได้โดย ไม่แสดงอาการเลยผู้ติดเชื้อจำนวนมากจึงไม่รู้ตัว และอาจแพร่เชื้อต่อให้ผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจนี่คือเหตุผลที่แนวทางของ Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC ให้ความสำคัญกับ

STI Screening

หรือการตรวจคัดกรองเชิงป้องกัน แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ


ทำไมการตรวจคัดกรอง STI จึงสำคัญ?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดสามารถดำเนินโรคได้โดยไม่มีอาการในระยะแรก เช่น

  • Human Immunodeficiency Virus Infection (HIV)
  • Syphilis
  • Gonorrhea
  • Chlamydia trachomatis infection

หากรอจนมีอาการจึงเข้ารับการตรวจ อาจทำให้

  • วินิจฉัยล่าช้า
  • เกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
  • เพิ่มโอกาสแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
  • พลาดช่วงเวลาที่รักษาได้ง่ายที่สุด

แนวคิดสำคัญคือ

Early Detection = Easier Treatment + Reduced Transmission Risk


CDC แนะนำให้ใครตรวจ STI บ้าง?

แนวทางของ CDC แนะนำความถี่ในการตรวจแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล


1. คนทั่วไป (อายุ 13–64 ปี)

Human Immunodeficiency Virus Infection ควรได้รับการตรวจอย่างน้อย

1 ครั้งในชีวิต

แม้ไม่มีอาการใดๆ

ปัจจุบัน CDC ถือว่าการตรวจ HIV เป็นส่วนหนึ่งของ Routine Healthcare ในประชากรทั่วไป

การตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ ขึ้นอยู่กับประวัติความเสี่ยงของแต่ละบุคคล


2. ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง (MSW)

สำหรับผู้ชายที่มีคู่นอนใหม่ หรือมีคู่นอนหลายคน

แนะนำตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

รายการที่มักพิจารณา

  • HIV
  • Syphilis
  • Gonorrhea (ตามความเสี่ยง)
  • Chlamydia (ตามความเสี่ยง)

โดยเฉพาะหากมีประวัติเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย


3. MSM (Men Who Have Sex with Men)

กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มที่มีแนวทางคัดกรองเข้มข้นมากที่สุด

Human Immunodeficiency Virus Infection และ Syphilis

ควรตรวจทุก

3–6 เดือน

นอกจากนี้ควรตรวจ

Gonorrhea และ Chlamydia trachomatis infection

ในหลายตำแหน่งของร่างกายตามรูปแบบกิจกรรมทางเพศ ได้แก่

  • Urethral (ท่อปัสสาวะ)
  • Rectal (ทวารหนัก)
  • Pharyngeal (ลำคอ)

เพราะการตรวจเพียงปัสสาวะอย่างเดียว อาจพลาดการติดเชื้อในตำแหน่งอื่นได้

CDC แนะนำเพิ่มเติม

  • ตรวจ Hepatitis C ทุกปีในผู้ที่มีความเสี่ยง
  • ตรวจภูมิคุ้มกัน Hepatitis B และพิจารณาวัคซีน
  • พิจารณา Human papillomavirus vaccine หากยังไม่เคยได้รับวัคซีน

4. ผู้ที่ใช้ PrEP

Pre-exposure prophylaxis หรือ PrEP เป็นยาป้องกัน HIV สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

ผู้ที่ใช้ PrEP จำเป็นต้องติดตามผลเลือดอย่างสม่ำเสมอ

โดยทั่วไปต้องตรวจทุก

3 เดือน

รายการตรวจประกอบด้วย

  • HIV Test
  • Syphilis Screening
  • Gonorrhea Screening
  • Chlamydia Screening
  • Kidney Function (Creatinine)

การติดตามต่อเนื่องถือเป็นส่วนสำคัญของการใช้ยาอย่างปลอดภัย


ตารางสรุปความถี่ในการตรวจ STI

กลุ่มHIVSyphilisGonorrhea / Chlamydia
ประชากรทั่วไปอย่างน้อย 1 ครั้งตามความเสี่ยงตามความเสี่ยง
ผู้ชายคู่นอนหญิง (MSW)ปีละ 1 ครั้งปีละ 1 ครั้งตามความเสี่ยง
MSM ความเสี่ยงต่ำทุก 6–12 เดือนทุก 6–12 เดือนทุก 6–12 เดือน
MSM ความเสี่ยงสูงทุก 3 เดือนทุก 3 เดือนทุก 3 เดือน
ผู้ใช้ PrEPทุก 3 เดือนทุก 3 เดือนทุก 3 เดือน

ควรตรวจ STI แม้ไม่มีอาการหรือไม่?

คำตอบคือ

ควรตรวจ หากมีความเสี่ยง

เพราะโรคจำนวนมากสามารถไม่แสดงอาการได้นานหลายเดือน

การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอช่วยให้

✓ รักษาได้เร็วขึ้น
✓ ลดภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
✓ ลดโอกาสแพร่เชื้อ
✓ เพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและคู่นอน


สรุป

การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ควรรอจนมีอาการ

แนวทางสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับ

Routine Screening Based on Risk Profile

หรือการวางแผนตรวจตามพฤติกรรมและระดับความเสี่ยงของแต่ละคน

หากคุณมีคู่นอนใหม่ มีคู่นอนหลายคน หรืออยู่ในกลุ่มความเสี่ยง

การตรวจ STI เป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพที่สำคัญที่สุด

เพราะในหลายกรณี

การไม่รู้ว่าติดเชื้อ อาจเป็นความเสี่ยงมากกว่าการติดเชื้อเสียอีก


บทความโดย: นพ.สันตพล ชำนาญไพร

อ้างอิงทางการแพทย์
• Centers for Disease Control and Prevention STD Treatment Guidelines 2021
• U.S. Preventive Services Task Force Screening Recommendations
• WHO Sexual Health Screening Recommendations