ซิฟิลิส คืออะไร?
ซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ
Treponema pallidum
โรคนี้สามารถติดต่อได้ผ่าน
- การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
- การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
- Oral sex
- การสัมผัสแผลที่มีเชื้อโดยตรง
- การถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์
สิ่งที่ทำให้ซิฟิลิสเป็นโรคที่ต้องระวังคือ
ในระยะแรกโรคอาจดูไม่รุนแรง และบางครั้งอาการหายไปเอง
แต่จริง ๆ แล้วเชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย และสามารถลุกลามไปทำลายอวัยวะสำคัญได้ในระยะยาว
ทำไมซิฟิลิสถึงน่ากังวล?
ตามรายงานของ CDC STD Treatment Guidelines 2021
อัตราการติดเชื้อซิฟิลิสทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
หากไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถแพร่กระจายเข้าสู่
- สมอง
- ดวงตา
- ระบบประสาท
- หัวใจและหลอดเลือด
- อวัยวะภายในหลายระบบ
ซิฟิลิสจึงไม่ใช่แค่ “โรคแผลที่อวัยวะเพศ” แต่เป็นโรคติดเชื้อที่ส่งผลต่อทั้งร่างกายได้
ซิฟิลิสมี 4 ระยะสำคัญ
โรคซิฟิลิสแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก
แต่ละระยะมีอาการแตกต่างกัน
1. Primary Syphilis (ระยะแรก)
เป็นระยะที่เชื้อเพิ่งเข้าสู่ร่างกาย
อาการเด่นที่สุดคือ
แผลริมแข็ง (Chancre)
ลักษณะสำคัญของแผล
- แผลกลมหรือรี
- ขอบแผลแข็ง
- ไม่เจ็บ
- มักเกิดที่อวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงอาจโต
จุดสำคัญคือ
แม้แผลจะหายเองภายในประมาณ 3–6 สัปดาห์
ไม่ได้หมายความว่าโรคหาย
เพราะเชื้อยังอยู่ในร่างกายและจะเข้าสู่ระยะต่อไป
2. Secondary Syphilis (ระยะที่สอง)
เมื่อเชื้อแพร่เข้าสู่กระแสเลือด จะเริ่มเกิดอาการทั่วร่างกาย
อาการที่พบได้บ่อย เช่น
- ผื่นขึ้นตามตัว
- ผื่นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า (ลักษณะค่อนข้างจำเพาะ)
- ไข้ต่ำ ๆ
- อ่อนเพลีย
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- เจ็บคอ
- ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ
หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นภูมิแพ้หรือโรคผิวหนังทั่วไป ทำให้ไม่ได้รับการวินิจฉัย
3. Latent Syphilis (ระยะแฝง)
ระยะนี้
ไม่มีอาการใด ๆ
ผู้ป่วยมักรู้ตัวจากการตรวจเลือดเท่านั้น
แบ่งออกเป็น
Early Latent
ติดเชื้อมาไม่เกิน 1 ปี
Late Latent
ติดเชื้อมากกว่า 1 ปี
แม้ไม่มีอาการ แต่ยังจำเป็นต้องรักษา เพราะโรคสามารถพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงได้
4. Tertiary Syphilis (ระยะรุนแรง)
หากปล่อยไว้นานหลายปีโดยไม่รักษา
เชื้ออาจทำลายอวัยวะสำคัญอย่างถาวร
ภาวะที่อาจพบ ได้แก่
Neurosyphilis
เชื้อเข้าสู่ระบบประสาทและสมอง
อาจเกิด
- สมองอักเสบ
- ปัญหาการทรงตัว
- ชัก
- ความจำเสื่อม
- การมองเห็นผิดปกติ
Cardiovascular Syphilis
เชื้อทำลายหลอดเลือดใหญ่
เสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดโป่งพองรุนแรง
Gumma
เกิดก้อนอักเสบเรื้อรังในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ สมอง หรือกระดูก
การตรวจซิฟิลิสทำอย่างไร?
การวินิจฉัยใช้การตรวจเลือดเป็นหลัก
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
1. Screening Test (ตรวจคัดกรอง)
ใช้ค้นหาการติดเชื้อเบื้องต้น
การตรวจที่ใช้บ่อยคือ
- VDRL
- RPR
ข้อดีคือราคาย่อมเยา และใช้ติดตามผลหลังรักษาได้
2. Confirmatory Test (ตรวจยืนยัน)
ใช้ยืนยันว่าติดเชื้อจริง
ตัวอย่างเช่น
- TPHA
- FTA-ABS
หากผลตรวจคัดกรองเป็นบวก แพทย์มักตรวจยืนยันเพิ่มเติมด้วยกลุ่มนี้
กรณีสงสัย Neurosyphilis
หากมีอาการทางสมองหรือระบบประสาท
แพทย์อาจพิจารณา
Lumbar Puncture
หรือการเจาะน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจหาเชื้อ
การรักษาซิฟิลิส
ข่าวดีคือ
ซิฟิลิสยังสามารถรักษาได้ดีมาก หากตรวจพบเร็ว
ตามแนวทาง CDC 2021
ยามาตรฐานคือ
Benzathine Penicillin G
ซึ่งยังคงเป็นยาหลักและแทบไม่มีปัญหาเชื้อดื้อยา
แนวทางรักษาตามระยะโรค
ระยะ Primary / Secondary / Early Latent
ใช้ยา
Benzathine Penicillin G 2.4 ล้านยูนิต
ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
เพียง 1 ครั้ง
Late Latent หรือไม่ทราบระยะเวลาแน่ชัด
ใช้ยาเดิม
แต่ฉีด
สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 สัปดาห์
รวม 3 เข็ม
หากแพ้ Penicillin
แพทย์อาจพิจารณาใช้
Doxycycline 100 mg วันละ 2 ครั้ง นาน 14 วัน
แต่ในบางกรณี Penicillin ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หลังรักษาต้องตรวจติดตามหรือไม่?
จำเป็นต้องติดตามผล
แพทย์มักนัดตรวจเลือดซ้ำเพื่อดูว่าค่าเชื้อลดลงหรือไม่
ช่วงเวลาที่ใช้ติดตามบ่อยคือ
- 3 เดือน
- 6 เดือน
- 12 เดือน
โดยเฉพาะค่า VDRL หรือ RPR
ต้องรักษาคู่นอนด้วยหรือไม่?
คำตอบคือ
ควรประเมินและตรวจคู่นอนทุกราย
เพราะหากรักษาเพียงคนเดียว
มีโอกาสติดกลับมาอีกจากคู่นอนเดิม
สัญญาณที่ควรรีบตรวจซิฟิลิส
ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
- มีแผลที่อวัยวะเพศแบบไม่เจ็บ
- มีผื่นขึ้นทั่วตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- มีคู่นอนใหม่หลายคน
- คู่ของคุณเพิ่งตรวจพบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
สรุป
ซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อาจดูเหมือนไม่รุนแรงในระยะแรก
แต่หากปล่อยไว้นาน เชื้อสามารถลุกลามไปทำลายสมอง หัวใจ และระบบประสาทได้
ข้อดีคือ
หากตรวจพบเร็ว
สามารถรักษาหายได้ด้วย Penicillin
ดังนั้นการตรวจ STI อย่างเหมาะสมจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ซิฟิลิสหายเองได้ไหม?
แผลอาจหายเอง แต่เชื้อไม่หาย และโรคจะเข้าสู่ระยะต่อไป
ซิฟิลิสรักษาหายขาดไหม?
รักษาหายได้ หากได้รับยาอย่างถูกต้องและครบตามแนวทาง
ตรวจ VDRL อย่างเดียวพอไหม?
โดยทั่วไปต้องตรวจยืนยันเพิ่มเติม เช่น TPHA หรือ FTA-ABS
ซิฟิลิสอันตรายไหม?
อันตราย หากปล่อยไว้อาจกระทบสมอง หัวใจ และระบบประสาทถาวร
บทความโดย: นพ.สันตพล ชำนาญไพร
อ้างอิงทางการแพทย์
CDC STD Treatment Guidelines 2021
World Health Organization STI Fact Sheet
Campbell-Walsh-Wein Urology 13th Edition
CDC Syphilis Clinical Guidelines
