ขั้นตอนประเมินภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่ควรรู้
ทำไมการวินิจฉัย ED ถึงสำคัญกว่าการซื้อยากินเอง?
เมื่อมีปัญหาอวัยวะเพศแข็งตัวไม่เต็มที่ หลายคนเลือกซื้อยารักษา ED มากินเองทันทีโดยไม่ได้ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
แต่ในความเป็นจริง การมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ Erectile Dysfunction (ED) อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นที่ซ่อนอยู่ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความผิดปกติของฮอร์โมน หรือปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด
ตามแนวทางของ American Urological Association หรือ AUA Guideline 2026 แนะนำว่า ผู้ป่วย ED ทุกรายควรได้รับการประเมินสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือด ก่อนเริ่มการรักษา
การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด เพื่อให้รักษาได้ตรงสาเหตุและปลอดภัย
ขั้นตอนการวินิจฉัย ED ที่แพทย์ใช้มาตรฐานสากล
การประเมินภาวะ ED ไม่ได้มีแค่การถามว่า “แข็งตัวได้หรือไม่”
โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินหลายด้านร่วมกัน ดังนี้
1. ซักประวัติและทำแบบประเมิน IIEF-5
หนึ่งในเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้ทั่วโลก คือแบบประเมิน IIEF-5 (International Index of Erectile Function)
แบบประเมินนี้ได้รับการแนะนำโดยทั้ง American Urological Association และ European Association of Urology
IIEF-5 ประกอบด้วยคำถาม 5 ข้อ เพื่อประเมินเรื่องสำคัญ เช่น
- ความสามารถในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ
- ระดับความแข็งที่เพียงพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์
- การรักษาการแข็งตัวให้นานพอ
- ความพึงพอใจระหว่างมีเพศสัมพันธ์
- ความมั่นใจต่อสมรรถภาพทางเพศของตนเอง
คะแนนจะช่วยแบ่งระดับความรุนแรงของ ED
| คะแนน IIEF-5 | ระดับความรุนแรง |
| 22–25 | ปกติ |
| 17–21 | ED ระดับน้อย |
| 12–16 | ระดับน้อยถึงปานกลาง |
| 8–11 | ระดับปานกลาง |
| 5–7 | ระดับรุนแรง |
การประเมินนี้ช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมว่าปัญหาส่งผลต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด
2. ตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่
ผู้ชายจำนวนมากที่มี ED มักมีโรคประจำตัวโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น AUA Guideline แนะนำให้ตรวจเลือดพื้นฐานเพื่อค้นหาสาเหตุสำคัญ
การตรวจที่มักใช้ ได้แก่
ตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย
การตรวจ Testosterone (Total Testosterone)
ควรเจาะเลือดช่วงเช้า 7.00–11.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนสูงที่สุดตามธรรมชาติ
ระดับฮอร์โมนต่ำอาจสัมพันธ์กับ
- ความต้องการทางเพศลดลง
- แข็งตัวได้ไม่เต็มที่
- อ่อนเพลียเรื้อรัง
- มวลกล้ามเนื้อลดลง
ตรวจเบาหวาน
โดยดูค่า
- Blood Glucose
- HbA1c
เพราะ Diabetes Mellitus เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ ED
ตรวจไขมันในเลือด
Lipid Profile ช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือด
เพราะภาวะหลอดเลือดตีบส่งผลโดยตรงต่อการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ
ตรวจสุขภาพทั่วไป
เช่น
- CBC
- Creatinine
- การทำงานของไต
ตรวจฮอร์โมนเพิ่มเติมในบางราย
หากสงสัยปัญหาต่อมไร้ท่อ แพทย์อาจตรวจเพิ่ม เช่น
- Prolactin
- LH
- FSH
3. Penile Duplex Doppler Ultrasound คืออะไร?
ในบางกรณี แพทย์อาจต้องตรวจการไหลเวียนเลือดของอวัยวะเพศโดยตรง
การตรวจนี้เรียกว่า Penile Duplex Doppler Ultrasound
ใช้เครื่องอัลตราซาวด์ประเมินว่าเลือดไหลเข้าสู่องคชาตได้เพียงพอหรือไม่ และมีการรั่วของหลอดเลือดดำหรือไม่
การตรวจนี้มักใช้ในกรณี เช่น
- สงสัยปัญหาหลอดเลือดรุนแรง
- เตรียมวางแผนการรักษาขั้นสูง
- ประเมินก่อนผ่าตัด
ข้อมูลจาก Campbell-Walsh-Wein Urology ระบุว่า
หากค่า Peak Systolic Velocity (PSV) ต่ำกว่า 25 cm/s
อาจบ่งชี้ภาวะ Arterial Insufficiency หรือเลือดไหลเข้าอวัยวะเพศไม่เพียงพอ
4. ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจก่อนเริ่มรักษา ED
ก่อนเริ่มใช้ยารักษา ED เช่นกลุ่ม PDE5 inhibitors แพทย์จำเป็นต้องประเมินความปลอดภัยของหัวใจก่อน
แนวทางมาตรฐานคือ Princeton Consensus
แบ่งผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม
Low Risk
กลุ่มที่สามารถมีเพศสัมพันธ์และเริ่มรักษา ED ได้อย่างปลอดภัย
Intermediate Risk
ต้องตรวจหัวใจเพิ่มเติมก่อนเริ่มรักษา
High Risk
ผู้ที่มีโรคหัวใจไม่คงที่ จำเป็นต้องรักษาโรคหัวใจก่อน
การประเมินนี้สำคัญมาก เพราะยารักษา ED บางชนิดอาจมีข้อห้ามในผู้ป่วยโรคหัวใจ
การตรวจอะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำในทุกคน?
แม้จะมีการตรวจหลายรูปแบบ แต่ AUA Guideline 2026 ระบุว่า บางการตรวจไม่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยทุกราย
ได้แก่
Nocturnal Penile Tumescence (NPT)
ใช้ในกรณีที่สงสัยว่าปัญหาเกิดจากปัจจัยทางจิตใจเป็นหลัก
Cavernosography
ใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่เตรียมผ่าตัดเกี่ยวกับหลอดเลือดอวัยวะเพศ
Penile Biopsy
ไม่ใช่การตรวจมาตรฐานทั่วไป
ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างตั้งแต่ครั้งแรก
ทำไมไม่ควรซื้อยา ED กินเอง?
หลายคนเลือกซื้อยากลุ่ม ED จากอินเทอร์เน็ตหรือร้านขายยาโดยไม่ตรวจร่างกายก่อน
สิ่งที่ควรรู้คือปัญหาการแข็งตัวอาจเกิดจาก
- โรคหลอดเลือด
- เบาหวาน
- ฮอร์โมนผิดปกติ
- โรคหัวใจระยะเริ่มต้น
หากรักษาเพียงปลายเหตุ อาจทำให้พลาดการวินิจฉัยโรคสำคัญที่ซ่อนอยู่
สรุป
การวินิจฉัยภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือ ED ไม่ได้มีเพียงการสั่งยาเพื่อช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัว
แพทย์จำเป็นต้องประเมินหลายด้านร่วมกัน ทั้ง
- การซักประวัติ
- แบบประเมิน IIEF-5
- การตรวจเลือด
- การตรวจฮอร์โมน
- การประเมินสุขภาพหัวใจ
- การตรวจหลอดเลือดในบางกรณี
การรู้สาเหตุที่แท้จริง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้การรักษาได้ผลในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต้องตรวจ Testosterone เวลาไหนดีที่สุด?
ควรตรวจช่วงเช้า 7.00–11.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนสูงที่สุดของวัน
ทุกคนที่เป็น ED ต้องทำ Doppler Ultrasound หรือไม่?
ไม่จำเป็น ทำเฉพาะในรายที่แพทย์สงสัยปัญหาหลอดเลือด หรือวางแผนรักษาขั้นสูง
ตรวจ ED ต้องงดน้ำงดอาหารหรือไม่?
บางการตรวจเลือด เช่น น้ำตาลและไขมัน อาจต้องงดอาหารตามคำแนะนำแพทย์
ซื้อยา ED มากินเองปลอดภัยไหม?
ไม่เสมอไป โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจหรือใช้ยาประจำบางชนิด
บทความโดย: นพ.สันตพล ชำนาญไพร
อ้างอิงทางการแพทย์
– AUA Erectile Dysfunction Guideline 2026 (Statement 6–12)
– EAU Guidelines on Sexual and Reproductive Health 2026
– Campbell-Walsh-Wein Urology, 13th Edition
